ประเพณีการฌาปนกิจศพของชาวไทยพุทธมีวิวัฒนาการไปตามยุคสมัย
จากที่เคยเผากันกลางแจ้ง พัฒนามาสู่การเผาศพบนเมรุ
และทุกวันนี้ เทคโนโลยีการฌาปนกิจก็ก้าวหน้าถึงขั้นใช้ระบบไฟฟ้า ไม่ต้องจุดไฟเผาเหมือนสมัยก่อน
แม้เตาเผาศพระบบไฟฟ้าจะไร้ควันและปล่อยมลพิษน้อย
แต่ต้นทุนในการสร้างและใช้งานย่อมสูงตามไปด้วย
ส่วนเตาเผาศพที่ใช้เชื้อเพลิง มีตั้งแต่ใช้ถ่านไม้ ฟืน น้ำมันดีเซล และแก๊ส
การใช้ถ่านไม้ ฟืน และน้ำมันดีเซลจะก่อมลพิษมาก เพราะอุณหภูมิการเผาไหม้ค่อนข้างต่ำ ทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดเขม่าควันมาก รวมทั้งสารก่อมะเร็งสารพัดชนิด
แต่ถ้าใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง อุณหภูมิการเผาไหม้ค่อนข้างสูง มลพิษที่เกิดจะน้อยกว่า
ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำดีๆที่ทำให้เราอยู่และจากโลกนี้ไปอย่างคนรักษ์โลก
เปลี่ยนจากเผาเป็นฝัง(ถ้าทำได้)
งานวิจัยชิ้นหนึ่งของออสเตรเลียระบุว่า
ศพชายรูปร่างมาตรฐาน หากเผาที่ระดับความร้อน 850 องศาเซลเซียสนาน 90 นาที
จะผลิตก๊าซคาร์บอนได-ออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่า 50 กิโลกรัม
การเปลี่ยนมาใช้วิธีการฝัง นอกจากจะไม่ ก่อมลพิษแล้ว
ศพที่เน่าเปื่อยก็จะกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ
ไม่เผาอะไรนอกจากศพ
หลายคนมีความเชื่อในการนำข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายเผาไปพร้อมกับศพด้วย
สิ่งของเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์
ทางที่ดีอะไรที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ก็อาจนำไปบริจาคเพื่อเป็นกุศลทานแก่ผู้วายชนม์
อะไรที่จำเป็นต้องเผา ก็เผาพอเป็นพิธี
ลดจำนวนวันเก็บศพลง
งานวิจัยเรื่อง "รูปแบบการจัดการงานศพโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
บ้านไหล่หิน ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง" พบว่า
ชาวบ้านมีค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพเฉลี่ยอยู่ที่ 13,000 - 17,000 บาทต่อวัน
นั่นหมายความว่าถ้าเก็บศพไว้ 5 - 7 วัน ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายร่วมแสน
การลดจำนวนวันเก็บศพไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังประหยัดทรัพยากรที่ใช้ในการจัดงาน ตั้งแต่ไฟฟ้า น้ำประปา ไปจนถึงข้าวปลาอาหารเลี้ยงแขก
เปลี่ยนพวงหรีดเป็นต้นไม้
พวงหรีดดอกไม้สดก็มีราคาแพงและอยู่ได้ไม่กี่วัน
ลองเปลี่ยนจากการให้พวงหรีดเป็นต้นไม้
ภายหลังเสร็จงาน ยังนำต้นไม้ลงดิน ช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี และเป็นอนุสรณ์แก่ผู้วายชนม์ได้อีกโสด
ขอบคุณข้อมูล จาก นิตยสารเนชั่นแนลจีโอการฟฟิค
เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ: