หน้าหลัก Xml Feed เขียนบทความ ผู้เขียน ล็อกอิน ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน บทความทั้งหมด ติดต่อเรา
บทความที่ไม่เกี่ยวกับลดน้ำหนัก
RSS Feeds เพิ่มเป็นหน้าที่ชอบ
��ตั้งเป็นหน้าหลัก
Free Newsletter 

ผู้สนับสนุน
หมวดหมู่
การพัฒนาตนเอง
การสร้างสัมพันธ์ ความรัก
การสื่อสาร
การอ่าน การเขียน
การเมือง การทหาร
การแพทย์ สุขภาพ
กีฬา การพักผ่อน
ข่าว สังคม
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี
ท่องเที่ยว สถานที
ธุรกิจ การเงิน
บ้าน ครอบครัว
รถ ยานพาหนะ
วิชาการ การศึกษา
ศิลปะ บันเทิง
สัตว์โลกผู้น่ารัก
หาเงินออนไลน์
อาหาร เครื่องดื่ม
อื่นๆ ไม่เข้าพวก
โฆษณา
English


เตรียมตัวก่อนเดินทางครั้งสุดท้าย : เผชิญความตายด้วยใจสงบ
ผู้เขียนบทความ : mary
เวบไซด์ :
เขียนเมื่อวันที่ : Wed, 08 Apr 2009 07:11:52 -0700
Category: การพัฒนาตนเอง
พิมพ์หน้านี้ | บอกเพื่อน | เก็บหน้านี้

เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง / ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช วิจิตต์ แซ่เฮ้ง  
 
“ไม่เคยตายหรือ !”  
 
ถึงไม่เคยมีใครตะโกนใส่หน้าคุณโดยตรงก็เถอะ เชื่อว่าคำนี้คงต้องเคยผ่านเข้าหูคุณ  
 
คนเขามักตะคอกใส่กันยามเดือดดาล ในทำนองต้องการให้กลัว มากกว่าจะต้องการคำตอบจริง ๆ  
 
 
แต่ตามความจริง เราต่างก็มีความกลัวตายอยู่โดยสัญชาตญาณ
 และยิ่งในปัจจุบันที่เรื่องความตายถูกกันไว้ห่างไกลจากชีวิต
 ผู้คนก็ยิ่งหวาดหวั่นและไม่รู้จักความตายมากขึ้น  
จนบางครั้งแค่การพูดถึงเรื่องความตายก็ถือเป็นอัปมงคล  
 
เราเฉยเมยกับความตายของคนที่ไม่เกี่ยวข้องผูกพัน หรือหากร่วมรับรู้ก็มักเป็นไปในทำนองไทยมุงที่อยากรู้อยากเห็น  
 
ถึงวันที่คนใกล้ชิดหรือใครสักคนที่เรารัก-จากไป เราก็โศกเศร้าอาลัยกันอย่างสุดใจ  
 
โดยมักไม่ได้นึกถึงความตายของตัวเอง !  


พระไพศาล วิสาโล พระสงฆ์ผู้ริเริ่มเผยแพร่หลักปฏิบัติเพื่อการเผชิญความตายอย่างสงบในเมืองไท ยจึงเชื่อว่า
 
โลกจะเปลี่ยนโฉมหน้า ถ้าผู้คนในสังคมตระหนักในความตาย  
 
“ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยเอาเงินเอาความสำเร็จเป็นเป้าหมาย เอาแต่เสพสุขโดยหลงลืมความตาย อยู่แบบลืมความตาย  
หรือบางคนนึกถึง แต่คิดว่าไหน ๆ ก็ตาย ขอเสพสุขให้เต็มที่ โดยไม่ได้คิดว่าความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต
 
แต่ถ้าคนเรานึกถึงความตาย จะไม่มุ่งหาเงินทองอย่างเดียว
 แต่จะมุ่งสร้างความดี ทำชีวิตให้มีคุณค่า มีความอ่อนโยนต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าญาติมิตร ครอบครัว ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
 
คนส่วนใหญ่มักบอกว่าครอบครัวเอาไว้ก่อน การปฏิบัติธรรมเอาไว้ก่อน  
ไว้ให้มีเวลาแล้วค่อยทำ แต่หลายคนไม่ได้ทำ เพราะความตายอาจมาเมื่อไรก็ได้


พิธีกรรายการทีวีคนหนึ่งก็เคยพูดอย่างนี้ แต่เขาพบว่าเขาเป็นมะเร็งเมื่อทำงานมาได้ ๑๐ กว่าปี
 
 จากที่ตั้งใจว่าจะทำงาน ๒๐ ปี แล้วกลับมาอยู่กับครอบครัว แต่ก็ไม่ได้ทำ
 เขาก็มานึกเสียใจว่าชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวเลย  
เพราะคิดแต่ว่าขอทำงานก่อน ครอบครัวไว้ทีหลัง
 
ความตายจะมาเมื่อไรเราไม่รู้ ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้  
 
แต่ถ้าระลึกถึงเรื่องนี้ เราจะใช้เวลาที่มีอย่างมีความหมายมากที่สุด ใช้เวลาแต่ละนาทีไปอย่างมีประโยชน์
 การเที่ยวหาความสนุกสนานอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป ครอบครัว การทำความดี การฝึกจิตฝึกใจ จะกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่า
 
การนึกถึงความตายจะทำให้เราขวนขวายในสิ่งที่เราชอบผัดผ่อน และปลดเปลื้องในสิ่งที่เราชอบยึดติด
 
หลายคนชอบผัดผ่อนในเรื่องที่ดี การไปวัด ปฏิบัติธรรม ไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ บางคนชอบผัดผ่อนไว้ก่อน
 
 แต่พอรู้ว่ามีเทศกาลลดราคาที่ห้างสรรพสินค้าก็ไปกันใหญ่ เรื่องที่ไม่จำเป็นนี่รีบเร่ง แต่เรื่องที่สำคัญผัดผ่อน หากตระหนักว่าเราอาจตายเมื่อไรก็ได้ อะไรที่สำคัญจึงควรทำเสีย
 
แต่ในเรื่องที่ไม่ดีเราชอบยึดติดนัก ใครด่าเราจำมั่น โกรธใครเกลียดใครนี่จำแม่น มันเป็นทุกข์ยิ่งกว่าติดคุก ที่เศร้าเสียใจก็จมอยู่กับมัน  
 
แต่หากรู้เรื่องความตาย จะช่วยกระตุ้นให้เราปล่อยวาง จะโกรธไปทำไม ไม่นานก็ตายจากกันแล้ว


ความตายไม่แน่นอนสำหรับเรา และไม่แน่นอนสำหรับคนอื่น การพบกันครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ อาจจะไม่ได้พบกันอีก  
ถ้าเราระลึกได้เช่นนี้ เราก็จะปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน ที่ด่ากัน ทะเลาะกัน แล้วคิดว่าไว้วันหลังค่อยคืนดีกัน มันอาจสายไปก็ได้ เขาอาจจากไปก่อนได้คืนดีกัน  
 
แต่ถ้าเราตระหนักว่าเขาจะไปเมื่อไรก็ไม่รู้ เราก็จะเร่งที่จะคืนดีกัน หรือไม่อยากทะเลาะกันเลยก็เป็นได้  
เวลาของหาย การงานล้มเหลว คนส่วนใหญ่กลุ้มเป็นทุกข์เหลือเกิน แต่พอนึกถึงความตาย เรื่องพวกนี้กลายเป็นเรื่องเล็ก ทำให้ปล่อยวางได้
 
คนที่เข้าใจเรื่องความตายถูกต้อง จะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ไม่บริโภคเสพสุขอย่างเอารัดเอาเปรียบกัน  
 
สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมบริโภคนิยมที่มองความตายแบบปกปิด ไม่รับรู้ หลงลืม  
 
เหมือนคิดว่าเราจะเป็นอมตะ เลยพยายามสร้างและสะสมอะไรมากมายราวจะอยู่ค้ำฟ้า สะสมทรัพย์สินราวกับว่าจะได้ใช้ชั่วฟ้าดินสลาย เราจึงไม่เคยพอ
 
 แต่ถ้าเราคิดได้ว่าอายุคนเราอาจแค่ร้อยปี ก็จะตระหนักว่าการมุ่งหาเงินทองมาเป็นพันล้านหมื่นล้านก็เป็นความโง่อย่างหน ึ่ง
 
 โดยเฉพาะหากคิดว่าจะเอาเงินเหล่านั้นมาเพื่อเสพสุข เพราะไม่มีทางจะใช้ได้หมด สุดท้ายก็เป็นของคนอื่น


เราคงเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบไม่ได้
 
 ถ้าแม้แต่คำว่า “ความตาย” ยังเป็นเรื่องรับไม่ได้
 
“การเผชิญหน้ากับความตายเป็นสิ่งจำเป็น  
การนึกถึงความตายมีประโยชน์ ทำให้เราไม่ประมาท  
 
เราควรพร้อมที่จะคุยเรื่องความตาย !  
เหมือนเป็นสิ่งธรรมดาที่อาจเกิดในชีวิตประจำวัน


“การให้ความสำคัญเรื่องจิตใจแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นสิ่งสำคัญ”
 
 พระไพศาล วิสาโล ให้ความเห็น แล้วเล่าถึงเหตุการณ์สมัยพุทธกาลตามที่มีบันทึก
 
ในครั้งที่พระติสสะล้มป่วยด้วยโรคร้าย มีตุ่มหนองขึ้นเต็มตัว
 
 พระพุทธเจ้าทรงทราบก็เสด็จไปดู ช่วยอาบน้ำผลัดเปลี่ยนสบงจีวรให้ จนพระติสสะสบายตัวและรู้สึกดีขึ้น  
 
พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “อีกไม่นานกายนี้ก็จะนอนทับแผ่นดิน ปราศจากวิญญาณ เหมือนท่อนไม้ที่ถูกทิ้งแล้ว หาประโยชน์ไม่ได้”
 
พระติสสะพิจารณาตาม
 
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบ พระติสสะก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมกับดับขันธ์ไปในเวลาเดียวกัน
 
“แต่คนธรรมดาสามัญ ที่ไม่ใช่พระ ที่เคยเป็นผู้มีความยึดติดมาก่อน ก็สามารถตายอย่างสงบได้ แม้โรคร้ายไข้เจ็บรุมเร้าทำความเจ็บปวดให้แก่ร่างกาย  
 
แต่ถ้ามีคนแนะนำให้เขาวางจิตใจได้ถูกต้อง รักษาใจให้เป็นปรกติ ก็สามารถผ่านพ้นความเจ็บปวดทางกายได้ และผ่านความตายได้อย่างสงบ ที่เราเรียกว่าตายดี”


ส่วนที่ว่า บรรลุธรรม ในภาวะจิตสุดท้ายนั้น พระไพศาลอรรถาธิบายว่า
 
การบรรลุธรรม คือการเห็นว่าสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์  
จากที่เคยยึดติดว่าต้องเที่ยง พอเจ็บไข้ใกล้ตาย ยิ่งยึดติดเท่าไรก็ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งทุกข์  
 
ยามใกล้ตาย ธรรมชาติจะแสดงตัวชัดในเรื่องนี้ ธรรมชาติกำลังตะโกนว่า สังขารไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ ถ้ามีสติก็จะได้คิดแล้วปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางจิตก็หลุดพ้น
 
บรรลุธรรม คือจิตหลุดพ้น เพราะเกิดปัญญา เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตนของสังขาร


ภาวะเจ็บป่วยมันสอนใจได้ดี ตอนมีสุขอาจเกิดความลุ่มหลงได้ง่าย  
 
คนที่ประสบความสำเร็จยิ่งมีความมั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในอำนาจ อยู่ในกำมือเรา  
 
อยากให้รวยก็ได้รวย อยากชนะก็ชนะ  
 
แต่เมื่อใกล้ตายนี่เห็นชัดเลยว่า สังขารนอกจากไม่เที่ยงเป็นทุกข์แล้ว ยังไม่อยู่ในกำมือและการควบคุมของเรา
 
 เราอยากให้หายก็ไม่หาย ไม่อยากให้ปวดก็ปวด
 
 นั่นธรรมชาติกำลังแสดงธรรมใส่หน้าเราว่า สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงโว้ย สังขารเป็นทุกข์โว้ย ทำให้เกิดปัญญาหากมีสติ แต่ถ้ายิ่งดื้อรั้นก็ยิ่งปวดยิ่งทุกข์
 
ความตายเหมือนก้อนหิน ใหญ่และหนัก  
 
แต่ถ้าไม่ไปแบกก็ไม่หนัก ที่เป็นทุกข์เพราะไปแบก ปล่อยวางก็เบา
 
บรรลุธรรมก็ตรงนี้



พระไพศาล วิสาโล จึงให้ข้อสรุปเกี่ยวกับชีวิตว่า ตลอดช่วงชีวิตที่ดำเนินไป คือโอกาสให้เราได้ฝึกฝนตนเองจนพร้อมเผชิญหน้าความตายในวาระสุดท้าย
 
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์รุ่นแรก ๆ ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ไปเยี่ยมภิกษุรูปหนึ่งที่อาพาธใกล้มรณภาพ
 
เมื่อเห็นท่านมา พระรูปนั้นลุกขึ้นกราบแล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม หลวงปู่ดูลย์ยิ้มรับแล้วพูดว่า
 
“การปฏิบัติทั้งหลายที่เราพยายามปฏิบัติมา ก็เพื่อจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น”


เด็กชายอายุ ๑๐ ปี เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย
 
 แม่เขาก็สอนให้ลูกเตรียมตัวมาตลอดว่า “ถ้าลูกไม่หาย ลูกก็ต้องจากแม่ไป หรือถึงลูกหาย แม่ก็ต้องแก่แล้วจากลูกไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งเราต้องจากกัน”
 
เวลามีเด็กรุ่น ๆ เดียวกับเขาตายในโรงพยาบาล แม่ก็จะบอกว่า
 
“เพื่อนไปสวรรค์แล้ว วันหนึ่งลูกก็ต้องไป”
 
แม่มองความตายเป็นสิ่งสวยงาม และสอนให้ลูกนึกถึงท่านพุทธทาสอยู่เสมอ แม่เคยพาเขาไปสวนโมกข์อยู่เป็นประจำ
 
สองอาทิตย์สุดท้ายเขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน แต่ต้องกลับมาโรงพยาบาลก่อนเสียชีวิตเพราะท้องเสีย เขาบอกว่าไม่ต้องช่วยแล้ว เขาย้ำว่าไม่เอาแล้ว และหันมาบอกแม่ว่า “หม่าม้า ผมลาก่อน”
 
แม่เริ่มร้องไห้ บอกหมอว่าปล่อยให้เด็กไปสบาย
 
แล้วเด็กก็พูดขึ้นมาว่า “ผมกำลังจะตายแล้วหรือ”
 
แม่ก็เริ่มสะอื้นอีก เราช่วยโอบไหล่ให้เธอสงบ
 
แล้วหันไปพูดกับเด็กว่า “ใช่ ลูกกำลังจะตาย แต่ไม่มีอะไรน่ากลัว ข้างหน้ามีท่านพุทธทาสและเพื่อน ๆ รออยู่ หนูเป็นเด็กที่กล้าหาญ หนูไปสิ ก้าวไปอย่างช้า ๆ อย่างงดงาม ข้าง ๆ มีป้ากับแม่อยู่”
 
เขาก็ค่อย ๆ หายกระสับกระส่าย แม่ช่วยท่อง พุท-โธ พุท-โธ จนเด็กสิ้นลมหายใจ


พระไพศาล วิสาโล พูดถึง “ความดี” ในชีวิตคนเราว่า  
 
ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการบริจาคทานหรือการทำบุญกับพระเท่านั้น
 
“พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาจนโต ให้ลูกพึ่งพาตัวเองได้ เป็นคนดี มีความเจริญก้าวหน้า นี่เป็นความดีที่น่าระลึกถึง  
หรือความดีของลูกที่มีความกตัญญู เลี้ยงดูพ่อแม่ด้วยความรัก  
ความซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง หรือความดีในการเอื้อเฟื้อเพื่อน ให้อภัยเพื่อน การสละเงินทองความสุขส่วนตัวเพื่อมิตรสหาย  
ช่วยคนตาบอดข้ามถนน ช่วยเหลือสัตว์ที่อดอยากเดือดร้อน  
 
หรือความดีที่ทำกับพระศาสนา ทำบุญ สร้างศาลา กุฏิ หรือการประพฤติปฏิบัติธรรม เหล่านี้คือความดีที่เราสามารถระลึกถึง  
หรือช่วยให้คนใกล้ตายระลึกถึงความดีเหล่านี้ ให้เกิดความภูมิใจ และมั่นใจว่าตนจะได้ไปสู่สุคติ”
 
ท่านให้ความเห็นด้วยว่า ภพภูมิหลังความตายหรือโลกหน้าอาจเป็นเรื่องพิสูจน์ยาก แต่ที่ประจักษ์ได้เดี๋ยวนี้คือประโยชน์ที่ได้รับในชาติปัจจุบัน
 
“คนที่จิตสงบ จะตายอย่างไม่ทุรนทุราย ไม่กระสับกระส่าย  
เขาไปสวรรค์หรือไม่ เราไม่รู้ แต่เราเห็นว่าเขาไปอย่างสงบ
 ซึ่งดีกับตัวเขาและดีต่อญาติมิตร สิ่งที่ปรากฏต่อหน้ามันพิสูจน์ได้ในเดี๋ยวนั้น”
 
ความภูมิใจในสิ่งที่เคยทำมา และความมั่นใจในอานิสงส์ของความดี  
เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนใกล้ตาย ซึ่งกำลังจะสูญเสียโลกที่ตนรู้จัก  
เต็มไปด้วยความกลัว กังวล โดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างไม่เคยประสบมาก่อน  
และก็เป็นอุทาหรณ์ให้คนที่ยังอยู่ได้ตระหนักชัดว่า ทรัพย์สินเงินทองที่สะสมไว้ล้นฟ้านั้น ล้วนแต่ไม่สามารถเอาไปได้
 
ความดีเท่านั้น ที่ได้ใช้จนลมหายใจสุดท้าย 


ความตายในสายตาปุถุชนทั่วไปคือ ภาวะจนตรอก
 
ที่เรามีแต่จะต้องแพ้พ่ายสถานเดียว แต่กับคนที่ยอมรับและเข้าใจความตาย นั่นเป็นโอกาสแห่งความเจริญงอกงามของชีวิตด้านจิตวิญญาณ
 
การตายจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพื่อไปเกิดในภพภูมิใหม่ที่พึงปรารถนา หากแต่จุดหมายสูงสุดคือวิมุติหรือความหลุดพ้น
 
ท่านพุทธทาสแนะวิธีปฏิบัติเพื่อการเข้าสู่ภาวะที่ท่านเรียกว่า “ดับไม่เหลือ” ไว้ดังนี้
 
วิธีหนึ่ง ให้มีความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกยึดถือ "ตัวกู" หรือ "ของกู" อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน
 
“การดับไม่เหลือในที่นี้ก็คือ อย่าให้ ตัวกู เกิดขึ้นมาได้  
เมื่อแม่ของมันคืออวิชชา ก็ให้ฆ่าแม่ของมันเสียด้วยวิชชา หรือปัญญาที่ว่า ไม่มีอะไรควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่านิพพาน”
 
อีกวิธี ท่านแนะให้ “ตกกระไดพลอยโจน”
 
คือ “ในเวลาจวนเจียนจิตจะดับนี้ อยากกล่าวว่ามันง่ายเหมือนตกกระไดแล้วพลอยโจน ไหน ๆ ก็เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน
 
 ให้ปัญญามันกระจ่างขึ้นมาในขณะนั้นว่า ไม่มีอะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อเอา เพื่อเป็น เพื่อหวัง อะไร อย่างใด ต่อไปอีก”
 
หรือ“สมมุติว่า ถูกควายขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับ หรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่แม้สักครึ่งวินาทีก็ตาม
 
 จงน้อมจิตไปสู่ความดับไม่เหลือ หรือทำความดับไม่เหลือเช่นว่านี้ให้แจ่มแจ้งขึ้นใจ เหมือนที่เคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอน ขึ้นมาในขณะนั้น แล้วให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการตกกระไดพลอยโจนไปสู่ความดับไม่มีเชื้อเหลือ” 


ว่าด้วยเรื่องการตกกระไดพลอยโจนนี้  
 
ท่านพุทธทาสภิกขุยังรจนาไว้ในบทกวีชื่อ “ผู้ดับไม่เหลือ” (ตอนท้าย) ว่า  
 
เมื่อเจ็บไข้ ความตาย จะมาถึง
 
อย่าพรั่นพรึง หวาดไหว ให้หม่นหมอง
 
ระวังให้ ดีดี นาทีทอง
 
คอยจดจ้อง ให้ตรงจุด หลุดได้ทัน  
 
หนึ่งนาที สุดท้าย อย่าให้พลาด
 
ตั้งสติ ไม่ประมาท เพื่อดับขันธ์
 
ด้วยจิตว่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่งอัน
 
สารพันนั้น ไม่ยึดครอง เป็นของเรา  
 
ตกกระได พลอยกระโจน ให้ดีดี
 
จะถึงที่ จุดหมาย ได้ง่ายเข้า
 
สมัครใจ ดับไม่เหลือ เมื่อไม่เอา
 
ก็ดับเรา ดับตน ดลนิพพาน 

 

 




อ่านบทความของ mary ทั้งหมด


เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ:

อ่านบทความเกี่ยวกับ การพัฒนาตนเอง ต่อ


:- ค้นหาบทความ

��
ค้นหาบทความในฐานข้อมูล

:- บทความล่าสุด
กับคำว่าเหงา
ความสำเร็จ สร้างได้
ตื่นแต่เช้า
บันไดสามขั้นสู่ความสุข
ข้อคิดเพื่อชีวิตในวันใหม่ๆ
วิธีรับมือกับความเครียด
หยุดความเจ้าอารมณ์ เพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวคุณเอง
วิธีจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าความเครียด
ขี้เกียจไปแล้วได้อะไรกลับมา
ทุกข์ทุกทีเมื่อมีมานะ โดยพระไพศาล วิสาโล
อุรคชาดก เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบ
ตัวจากไป ใจยังรักษ์โลก
ได้ทั้งงาน ได้ทั้งธรรม
ราคาของความสุขสบาย โย พระไพศาล วิสาโล
สรุปเรื่องการใช้แอสไพรินในผู้ป่วยเบาหวานจาก Standard of medical care in diabetes 2011
นาทีสุดท้ายของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
คนไทยกินยาอื้อซ่าเพิ่มมากกว่าศก.โต
โลกในมุมมองของ Value Investor 20 สิงหาคม 54
เตรียมตัวก่อนเดินทางครั้งสุดท้าย : เผชิญความตายด้วยใจสงบ
เปลี่ยนจากอกหัก หันมารักนิพพาน

:- หมายเหตุ

บทความใน "คลังบทความ" นี้ถูกส่งมาจากทางบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ โปรดใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำไปใช้ประโยชน์

Copyright 2007-2009 Thaifittips. All Rights Reserved.


Powered by: Content Management Modified by: Thaifittips.com