หน้าหลัก Xml Feed เขียนบทความ ผู้เขียน ล็อกอิน ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน บทความทั้งหมด ติดต่อเรา
บทความที่ไม่เกี่ยวกับลดน้ำหนัก
RSS Feeds เพิ่มเป็นหน้าที่ชอบ
��ตั้งเป็นหน้าหลัก
Free Newsletter 

ผู้สนับสนุน
หมวดหมู่
การพัฒนาตนเอง
การสร้างสัมพันธ์ ความรัก
การสื่อสาร
การอ่าน การเขียน
การเมือง การทหาร
การแพทย์ สุขภาพ
กีฬา การพักผ่อน
ข่าว สังคม
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี
ท่องเที่ยว สถานที
ธุรกิจ การเงิน
บ้าน ครอบครัว
รถ ยานพาหนะ
วิชาการ การศึกษา
ศิลปะ บันเทิง
สัตว์โลกผู้น่ารัก
หาเงินออนไลน์
อาหาร เครื่องดื่ม
อื่นๆ ไม่เข้าพวก
โฆษณา
English


โลกในมุมมองของ Value Investor 20 สิงหาคม 54
ผู้เขียนบทความ : นิรนาม
เวบไซด์ : http://www.thaifittips.com
เขียนเมื่อวันที่ : Wed, 06 Jul 2011 04:52:24 -0700
Category: ธุรกิจ การเงิน
พิมพ์หน้านี้ | บอกเพื่อน | เก็บหน้านี้

โลกในมุมมองของ Value Investor   20 สิงหาคม 54
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
 
   ในช่วงนี้ที่หุ้นดูเหมือนจะไม่ไปไหน  พันธบัตรและเงินฝากก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 3-4% ต่อปีเป็นอย่างมาก  ที่ดินเองก็ไม่ขยับ  ความปลอดภัยของเงินก็เริ่มมีน้อยลงเพราะภายในหนึ่งปีรัฐบาลก็จะเริ่มค้ำ ประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินในแต่ละแบงค์ไม่เกิน 1 ล้านบาท  เหนือสิ่งอื่นใด  ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแรงอีกครั้ง  แต่สิ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ  ทองคำ  เพราะราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็น  “กระทิงดุ”  ราคาขึ้นวันเดียว 1,000 บาทต่อบาททองคำ แตะ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 54  โดยที่ราคาตลาดโลกสูงถึง 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  และเป็นการขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ  นับได้ถึงสิบปีแล้ว  การลงทุนในทองคำดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่  “ใช่เลย”  สำหรับหลาย ๆ  คน  เหนือสิ่งอื่นใด  ราคาทองคำ  “ไม่มีลง”  มันมีความปลอดภัยสูงมาก  ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเรียกมันว่า  “Safe Heaven”  มันเป็นสวรรค์ในยามที่เกิดวิกฤติและโกลาหลขึ้นในโลก  มาดูกันว่าเราควรลงทุนในทองคำไหม? 




   ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผลในแง่ของ  “พื้นฐาน”  มาดูสถิติผลตอบแทนของทองคำในระยะยาวที่ผ่านมาก่อน   เพราะนี่จะช่วยเตือนสติเราว่า  ทองคำนั้น  ไม่ได้ “เปล่งแสงวับวาว”  ตลอดเวลา   และการเข้าไปลงทุนผิดจังหวะก็อาจจะทำให้เราเสียหายรุนแรงได้เหมือนกัน
   มองย้อนหลังไปถึงประมาณปี 2520 ซึ่งผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ  และเคยซื้อทองเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต  ผมจำได้ว่าทองรูปพรรณในขณะนั้นราคาบาทละน่าจะประมาณพันบาทต้น ๆ  ตีเสียว่าประมาณ 1,100 บาท  ถ้าผมเก็บทองชิ้นนั้นไว้ถึงวันนี้เป็นเวลา 34 ปี เท่ากับว่าเงินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 24 เท่า  นี่ดูเหมือนจะมากมโหฬาร  แต่ถ้ามาคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นแต่ละปีก็จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นเท่ากับ ประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น  ไม่ได้หรูหรามากแต่ก็ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หุ้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน “สูงที่สุด”



   การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมานั้นถ้าคิดแบบง่าย ๆ  ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็คือราคาหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาดก็คือประมาณ 100 จุดหรือร้อยบาทในปี 2520  ถ้าเราลงทุนถือมาจนถึงวันนี้ที่ดัชนีตลาดเท่ากับ 1,069 จุดก็คือราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,069 บาท  หรือเพิ่มขึ้นมา 10.69 เท่า  เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 24 เท่าก็น่าจะถือว่าการลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม   การลงทุนในหุ้นนั้น  แต่ละปียังมีปันผลที่มักจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4%  ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการที่ดัชนีเพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นให้ผลตอบแทน เฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ  10% ต่อปีเหมือนกัน  ดังนั้น  ข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่ผ่านมา 34 ปีก็คือ  ทองกับหุ้นให้ผลตอบแทนพอ ๆ  กันที่ประมาณ 10% ต่อปี



   แต่ผลตอบแทนของทองนั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอและปลอดภัยสุด ๆ  อย่างที่หลายคนอาจจะคิด  ในช่วงปี 2522  ถึง 2523 นั้น  ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬารคือเพียงปีเดียวราคาขึ้นไปจากประมาณ 200 เหรียญต่อออนซ์ เป็นประมาณ 850 เหรียญอันเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นสองหลักหรือกว่า 10%  ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างแรงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิวัติใน อิหร่านและการยึดสถานทูตของสหรัฐในอิหร่าน  และการที่โซเวียตรุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน    ถ้าเราเข้าไปซื้อทองเพื่อลงทุนในปี 2523  โดยคิดว่าทองน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเนื่องจากมันปรับตัวขึ้นเร็ว มากกว่า 300%  ในปีเดียว  เราก็จะพบว่าเราคิดผิดอย่างแรง  เพราะหลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ  คลี่คลายลง  ราคาทองคำก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 300 เหรียญต้น ๆ  ต่อออนซ์ในปี  2525 และหลังจากนั้น  ราคาทองคำก็ไม่ค่อยได้ไปไหน  ขยับอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 450 เหรียญเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนถึงปี 2544  พูดง่าย ๆ  คนที่ถือทองคำอยู่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยเป็นเวลา 20 ปี  ในขณะที่หุ้นนั้น  ทุกปียังมีปันผล  “ปลอบใจ”  แม้ว่าหุ้นอาจจะนิ่งหรือตกลงมา



   ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำและเป็นช่วงที่ “ดึง” ผลตอบแทนระยะยาวของทองคำให้สูงขึ้นจนน่าประทับใจก็คือช่วงทศวรรษหรือ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง  ตั้งแต่ปี 2544 ถึง ปัจจุบัน  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา  จากราคาประมาณ 271 เหรียญเป็นประมาณ 1850 เหรียญต่อออนซ์ในปัจจุบัน  คิดแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 583% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 21.2% ต่อปีและน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินอื่นทั้งหมด  และแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ราคาทองก็ตกลงมาเพียงประมาณ 30% น้อยกว่าตลาดหุ้นที่ตกลงมาเกือบ 50%  และหลังจากนั้นทองก็วิ่งขึ้นมาแทบจะไม่สะดุดเลยจนถึงวันนี้



   ทองจะไปทางไหนต่อ  มันจะยังคงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  หรือมันใกล้จะเป็นฟองสบู่  เป็นเรื่องที่คาดได้ยาก  โดยทฤษฎีแล้ว  ทองนั้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเกิดเหตุหรือสภาวการณ์ใหญ่ ๆ  3  ประการด้วยกันคือ  เรื่องแรก  เมื่อเกิดภาวะ  “วิกฤติ” ทางการเงินหรือเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง  เช่นเดียวกัน  ปัญหาทางการเมืองและสงครามก็มักจะทำให้ราคาทองพุ่ง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นสามารถรักษามูลค่าของมันได้เสมอ  เพราะมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก  เรื่องที่สองก็คือ  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงหรือลดค่าลง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นเป็นคล้าย ๆ  กับเงินสกุลหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือเงินได้ทั้งโลกเหมือน กับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน  ดังนั้น  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อน  ทองก็มัก  “แข็ง”  หรือมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง  เรื่องที่สามก็คือ  เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราสูง  นั่นก็คือ  มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินไป  มากกว่าของหรือสินค้าที่มีอยู่  ดังนั้น  เงินก็จะมาไล่ซื้อทองจึงทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาค่าของมัน



   จากเหตุผล 3 ข้อข้างต้นก็จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้   ภาวะวิกฤติทางการเงินยังคงอยู่ทั้งในยุโรปและอเมริกา  เช่นเดียวกัน  เงินดอลลาร์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ  เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างรวมถึงการขาดดุลการค้าและงบประมาณที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้สูง ขึ้นเรื่อย ๆ  และสุดท้าย  ภาวะเงินเฟ้อก็ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นมากเช่นกัน  นอกจากนั้น  ปริมาณของทองคำ  ซึ่งในโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัดนั้น  กลับมีความต้องการสูงขึ้น  ทั้งจากประชาชนในอินเดียและจีนที่มีรายได้สูงขึ้นมาก  และจากธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะจีน อินเดีย  และรวมถึงประเทศอื่น ๆ  เช่นไทย  ต่างก็มีเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สูงมากและต้องการซื้อทองเพื่อนำมาใช้เป็น ทุนสำรองเพิ่มขึ้น  สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งก็ยิ่งทำให้  นักเก็งกำไร  และรวมถึงนักลงทุน  ต่างก็เข้ามาซื้อทองคำส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปอีก  คำถามก็คือ  นี่เป็น “ฟองสบู่ทองคำ” หรือยัง?


 
   ผมเองตอบไม่ได้  แต่วันหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่คนดูแลแม่ยายผมซึ่งเราจ้างมา  เธอเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 50 ปีและไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุน  และเงินก็มีไม่มาก  เธอบอกผมว่าเธออยากจะลงทุนซื้อทองซักบาทหนึ่งเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นไปสูง มากเป็นกว่าสองหมื่นบาทแล้ว  ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร   เธอบอกว่าเห็นจากทีวี   หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า  บางทีราคาทองน่าจะใกล้เป็นฟองสบู่แล้ว  ดังนั้น  ใครที่คิดจะซื้อทองลงทุนก็คงต้องระวัง  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนไม่ได้เลย  ผมคิดว่าการลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุนรวมก็ไม่น่าจะเสี่ยงมากนัก  เหนือสิ่งอื่นใด  ทองนั้น  มักจะสามารถรักษามูลค่าของมันได้ในยามที่เลวร้ายที่สุด
 
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=49178




อ่านบทความของ นิรนาม ทั้งหมด


เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ:

อ่านบทความเกี่ยวกับ ธุรกิจ การเงิน ต่อ


:- ค้นหาบทความ

��
ค้นหาบทความในฐานข้อมูล

:- บทความล่าสุด
กับคำว่าเหงา
ความสำเร็จ สร้างได้
ตื่นแต่เช้า
บันไดสามขั้นสู่ความสุข
ข้อคิดเพื่อชีวิตในวันใหม่ๆ
วิธีรับมือกับความเครียด
หยุดความเจ้าอารมณ์ เพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวคุณเอง
วิธีจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าความเครียด
ขี้เกียจไปแล้วได้อะไรกลับมา
ทุกข์ทุกทีเมื่อมีมานะ โดยพระไพศาล วิสาโล
อุรคชาดก เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบ
ตัวจากไป ใจยังรักษ์โลก
ได้ทั้งงาน ได้ทั้งธรรม
ราคาของความสุขสบาย โย พระไพศาล วิสาโล
สรุปเรื่องการใช้แอสไพรินในผู้ป่วยเบาหวานจาก Standard of medical care in diabetes 2011
นาทีสุดท้ายของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
คนไทยกินยาอื้อซ่าเพิ่มมากกว่าศก.โต
โลกในมุมมองของ Value Investor 20 สิงหาคม 54
เตรียมตัวก่อนเดินทางครั้งสุดท้าย : เผชิญความตายด้วยใจสงบ
เปลี่ยนจากอกหัก หันมารักนิพพาน

:- หมายเหตุ

บทความใน "คลังบทความ" นี้ถูกส่งมาจากทางบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ โปรดใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำไปใช้ประโยชน์

Copyright 2007-2009 Thaifittips. All Rights Reserved.


Powered by: Content Management Modified by: Thaifittips.com