Search

You are here:  

สมาชิกล็อกอิน

Twitter

ถ้าคุณหนักมากๆ จนปวดเข่าที่แม้แต่การเดินก็ยังเป็นข้อจำกัด จะเริ่มออกกำลังกายอย่างไร

ถ้าคุณลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5-10% จากน้ำหนักตัวเริ่มต้น  ก็จะได้ประโยชน์มากแล้วครับ

แต่ถ้าคุณพบว่าคุณมีน้ำหนักมากเสียจนมีข้อจำกัดในการออกกำลังกายแล้วล่ะก็...

แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะลดน้ำหนักจากการเรียนรู้การเลือกรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ว่าจากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าครับ

จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะเลือกกิจการรมที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนัก  คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งมาราธอนเพื่อที่จะลดน้ำหนัก     ในการเริ่มต้นคุณอาจต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ

สมมุติว่าถ้าคุณมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม  การเดิน หรือการวิ่งอาจมีข้อจำกัด  คุณมีโอกาสที่จะเจ็บเข่าได้ระหว่างที่ออกกำลังกาย

คุณมีทางเลือกก็คือ การออกกำลังกายในน้ำ  เช่น เดินในสระว่ายน้ำ ก็เป็นหนทางหนึ่ง  แต่ถ้าคุณไม่มีสระว่ายน้ำ  ก็จะมีทางเลือกอีกก็คือ  การยกน้ำหนักเพื่อสร้างกล้ามเนื้อในช่วงเริ่มต้นก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ครับ

การสร้างกล้ามเนื้อไม่มีข้อจำกัดในคนน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไปนะครับ  ไม่มีข้อจำกัดในทางเศรษฐานะใดๆ   ถ้าคุณไม่มีเงินเพื่อซื้อดัมเบล คุณก็สามารถใช้ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร ใส่ทราย  แทนดัมเบลได้

การสร้างกล้ามเนื้อสามารถช่วยเร่งการเผาผลาญในระยะยาวได้   ในคนที่อ้วนมากๆที่แม้แต่การเดินก็ยังมีข้อจำกัด  ก็สามารถลดความอ้วนได้ด้วยวิธีการสร้างกล้ามเนื้อไปก่อนได้ครับ 

แม้ว่าการสร้างกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว คุณอาจจะเห็นผลได้ช้า  แต่ก็ยังเหนือกว่าที่จะควบคุมอาหารโดยไม่ออกกำลังกายเลยครับ

และเมื่อคุณมีน้ำหนักลดลง  เดินได้ไม่เจ็บเข่า  คุณสามารถเพิ่มทางเลือกการออกกำลังกายด้วยวิธีการเดินร่วมด้วยได้ครับ

1. ให้คุณคิดครับว่า คุณทำได้  เชื่อมั่นในตนเอง   ค่อยๆทำทีละน้อย จะสะสมผลลัพธ์ในภายหลัง

2. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้  คุณอาจจะเริ่มด้วยการเดิน 15 นาที ต่อวัน  หลังจากนั้นค่อยเป็นค่อยไป  คุณจะทำได้นานกว่าที่คุณจะเริ่มต้นโดยการหักโหมครับ

3. ให้เคลื่อนไหวให้มากขึ้น  ผนวกการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน  เช่น ถ้าคุณกำลังคอยใครสักคน  คุณก็สามารถออกกำลังกายได้ครับ เช่น การเดินไปมา  หรือ เดินขึ้นบันได 2-3 ชั้นแรกก่อนที่จะใช้ลิฟท์ขึ้นไปชั้น 7

4. คุณอาจใช้เครื่องวัดระยะทางเดินหรือ pedometer เพื่อจะได้ทราบว่าคุณได้เดินกี่ก้าวต่อวัน  และพยายามเดินให้มากขึ้น

5. จัดตารางเวลา 10-15 นาทีต่อวันสำหรับการออกกำลังกาย

6. ให้ไปพบแพทย์ก่อนเริ่มต้นโปรแกรมออกกำลังกาย  เพื่อตรวจว่าคุณมีข้อจำกัดในการออกกำลังกายอย่างไรบ้าง

7. ให้เปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายด้วยครับ จะได้ไม่เบื่อ

8. ฟังเพลงระหว่างออกกำลังกาย จะได้ไม่เบื่อ

9. ให้เพื่อนช่วยสนับสนุน  บอกกับเพื่อนว่าคุณจะลดน้ำหนัก  ส่วนหนึ่งของอาหารที่เรารับประทานก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนด้วยเช่นกันครับ

10. จดบันทึกอาหารที่คุณรับประทานในแต่ละวัน  และนำสิ่งที่คุณจดไปพบผู้ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ เช่น นักโภชนากร

สุดท้าย คุณอาจไปโรงพยาบาลใกล้บ้านและถามว่ามีคลินิกลดน้ำหนักในโรงพยาบาลหรือไม่  เพราะเท่าที่ทราบ  นโยบายกระทรวงสาธารณสุข เริ่มให้มีการจัดตั้งคลินิกลดน้ำหนักในโรงพยาบาล โดยความร่วมมือของนักโภชนากร  แพทย์  พยาบาล และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา   ในบางโรงพยาบาลขณะนี้ก็จะมีการจัดตั้งคลินิกลดน้ำหนัก คุณสามารถใช้บริการเหล่านี้ได้ครับ

 

การออกกำลังกายเพื่อบริหารหน้าท้องด้วยวิธีการ Sit up 100-1000 ครั้งต่อวันช่วยได้จริงหรือ

Sunday, 15 April 2012 21:34 administrator พลังใจ
Print PDF

มีคำถามครับ  บางคนที่พยายามออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยวิธีการ Sit Ups วันละ 100 ครั้งต่อวัน แล้วทำไมยังไม่เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องสักที ?

คำถามนี้มีคนถามมาหลายครั้งมาก ว่าทำไมการ Sit Ups ที่เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องดูเหมือนกับว่าไม่ได้ช่วยอะไร

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ  การลดน้ำหนักขึ้นกับอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม  ไม่ได้อยู่ที่การ Sit Ups วันละ 100-1000 ครั้งทุกวันเพียงอย่างเดียว

คนส่วนใหญ่มีไขมันใต้ผิวหนังสะสมอยู่ตามตำแหน่งต่างๆมากหรือน้อยไม่เหมือนกันครับ  บางคนอยู่รอบเอว  บางคนอยู่ที่สะโพก  บางคนอยู่ตามแขนและขา 

พันธุกรรมเป็นตัวกำหนดว่า ร่างกายของเราจะสะสมไขมันที่บริเวณใดมากกว่าที่ตำแหน่งอื่น  ไขมันที่บริเวณหน้าท้องก็เช่นกัน  ถ้าเป็นผู้ชายมักจะอ้วนลงพุง  ถ้าเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักจะสะสมไขมันตามแขนและขา   ส่วนดังกล่าวเป็นส่วนที่ไขมันสะสมก่อนครับ

แต่ไม่ว่าไขมันจะสะสมอยู่ที่ส่วนใดมากกว่าที่อื่น หลักการของการลดน้ำหนัก ก็เหมือนกันทั้งหมด  การรับประทานอาหาร  การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม   สร้างมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น 

มวลกล้ามเนื้อคือความลับของการลดไขมันส่วนเกิน เพราะกล้ามเนื้อจะช่วยในการเผาผลาญไขมัน "ตลอดเวลา" ไม่ว่าคุณจะทำกิจวัตรประจำวันใดๆก็ตามครับ

คุณควรออกกำลังกายกล้ามเนื้อทุกส่วนไปพร้อมๆกัน   มวลกล้ามเนื้อเมื่อรวมทั้งร่างกาย ก็จะมากขึ้นมากกว่าครับ  แต่ในขณะที่การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อแค่กล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่ง  มวลกล้ามเนื้อที่ได้ก็จะเพิ่มไม่มาก

เมื่อคุณเน้นการออกกำลังกายที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง  กล้ามเนื้อหน้าท้องก็เช่นกัน   การออกกำลังกาย Sit Ups เพียงอย่างเดียว วันละ  100-1000 ครั้งจึงไม่มีประโยชน์ครับ  คุณไม่สามารถออกกำลังกายเพื่อลดไขมันเฉพาะที่ได้ 

นอกจากการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อแล้ว  สารอาหารก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน

มีหลักการเลือกรับประทานอาหารง่ายๆดังนี้ครับ

  1. รับประทานให้ได้รับพลังงานน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  2. ให้เลือกรับประทานโปรตีนที่มีคุณภาพ ไขมันต่ำ เช่น ปลา  อกไก่(ไม่เอาหนัง)  ไข่ขาว  เนื้อบริเวณสันใน   นมไขมันต่ำ 0%
    ให้เลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมน้อยที่สุด  เช่น ข้าวกล้อง หรือ ข้าวไม่ขัดสี  จะดีกว่าข้าวสวย  และดีกว่าข้าวเหนียว   ขนมปังโฮลวีตจะดีกว่าขนมปังสีขาว   ธัญพืชต่างๆ
  3. หลีกเลี่ยงน้ำตาลทราย  ถ้าจะใช้อาจเปลี่ยนเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแทนได้ครับ
  4. รับประทานไขมันน้อยกว่า 20% ของพลังงานที่ได้รับทั้งวันครับ  เน้นไขมันจากปลา  และน้ำมันพืช ยกเว้น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม
  5. น้ำผลไม้ให้พลังงานมากกว่าผลไม้สด   ถ้าให้เลือกแนะนำให้รับประทานผลไม้สดดีกว่า  และผลไม้ให้เปลี่ยนเป็นผักสดก็จะดีกว่า  เพราะอย่าลืมว่าผลไม้ก็มีน้ำตาล  คุณสามารถรับประทานได้ แต่ต้องไม่มากเกินไป ปริมาณไม่เกิน 1 ถ้วยขนม  แต่ผักใบเขียวรับประทานได้ไม่จำกัด

ผมกำลังจะบอกว่าการพยายามออกกำลังกายเฉพาะที่  นั้นเหนื่อยเปล่า และไม่มีประโยชน์   การออกกำลังกายที่จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ ต้องถูกเทคนิคด้วยครับ   นอกเหนือจากนี้การรับประทานอาหารก็เป็นส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน

Last Updated ( Saturday, 21 April 2012 07:56 )
 

วิธีที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักสำเร็จได้สูงถึง 87%

Sunday, 01 April 2012 09:24 administrator โภชนาการ
Print PDF

คุณเคยจดบันทึกอาหารที่คุณรับประทานบ้างไหมครับ

คนไข้เกือบทุกคนที่ผมเห็น  ลดน้ำหนัก เพียงแค่การจดบันทึกอาหารที่รับประทานแล้วเอามาให้ผมดูเท่านั้น  ในขณะที่บางคนไม่ได้จดมาให้ผมดู อาจเป็นเพราะเห็นว่าการจดบันทึกไม่มีประโยชน์ แล้วน้ำหนักก็ไม่ได้ลดลง ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าจะให้คำแนะนำอย่างเฉพาะเจาะจงในสิ่งที่คุณรับประทานได้อย่างไร

สิ่งที่ผมจะดูก็คือเรื่องอาหารที่รับประทานนั้นสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้น้ำหนักลดลงได้หรือไม่   ในความเห็นของผมคือ "การจดบันทึกอาหารที่รับประทานเป็นสิ่งที่ช่วยให้การลดน้ำหนักของคุณมีโอกาสสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น"

แล้วเหตุใดที่การจดบันทึกอาหารที่รับประทานช่วยให้ลดน้ำหนัก  มีหลายเหตุผลด้วยกันครับ

เหตุผลข้อที่ 1 การจดบันทึกว่าคุณรับประทานอะไรบ้างในแต่ละวัน ช่วยเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น  ช่วยให้คุณสามารถหยุดคิดก่อนที่จะหยิบอะไรใส่ปาก  และมีปริมาณเท่าใด

คุณลองคิดดูสิครับว่า  แซนวิชโฮลวีต กับมันฝรั่งทอดกรอบ สิ่งใดจะไปอยู่ในสมุดบันทึกของคุณ  นั่นแหละครับ  การจดบันทึกจะช่วยทำให้คุณต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

เหตุผลข้อที่ 2 เพื่อใช้ในการดูปริมาณที่คุณได้รับประทานย้อนหลัง โดยทั่วไปแล้วจะคิดพลังงานเฉลี่ยที่คุณได้รับในช่วง 7 วันที่ผ่านมา  อาจช่วยในการคิดพลังงานที่เข้าสู่ร่างกายได้ด้วย   คุณทราบไหมครับ เปรียบเทียบกับ น้ำส้ม 1 แก้ว กับ ส้ม 1 ผล มีพลังงานเท่าไหร่ ให้จดบันทึกปริมาณที่คุณได้รับประทานด้วยครับ

เหตุผลข้อที่ 3  นอกเหนือจากนี้คุณยังสามารถเอาสมุดบันทึกให้ที่ปรึกษาสามารถ ดูได้ด้วยครับ  เพื่อที่ปรึกษาจะได้ดูเป็นข้อมูลว่า เหตุผลที่น้ำหนักไม่ลดลงนั่นเพราะอะไร  มีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในอาหารที่คุณรับประทานแต่คุณไม่รู้อยู่หรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น หมูสับ  ถ้าจะให้ลงรายละเอียด คุณไปซื้อข้างนอกมารับประทานคุณจะได้ไขมันปริมาณที่มาก  ไม่แน่ว่าอาจมีไขมันหนา 1 นิ้วแต่คุณไม่เห็นอยู่ในเนื้อหมูสับก็ได้ครับ  อันนี้ผมก็จะแนะนำให้ซื้อหมูสับมาสับเอง   ดังนั้นก่อนสับก็ตัดไขมันออกไปให้หมดก่อนสับ   หรือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คุณทราบหรือไม่ครับว่า บะหมี่กึ่สำเร็จรูปนั้นเขาเอาไป ทำให้สุกโดยการทอดก่อนบรรจุภัณฑ์  ดังนั้นให้คุณเลือกเป็นก๋วยเตี๋ยว หรือ เส้นหมี่ หรือบะหมี่ก็จะดีกว่าครับ 

หรืออย่างไข่เจียวนี่อมน้ำมันเยอะครับ  ก็ควรจะเปลี่ยนเป็นไข่ต้ม ก็น่าจะดีกว่าใช่ไหมครับ   ซึ่งที่ปรึกษาของคุณสามารถคำแนะนำเพื่อการลงในรายละเอียด ในจุดเล็กจุดน้อยที่คุณนึกไม่ถึง ที่จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนลักษณะอาหารที่รับประทานสามารถลดน้ำหนักได้ และทำให้ผมทราบว่าคุณได้รับประทานอะไร และหาสิ่งที่จะมาทดแทนอาหารที่คุณรับประทานได้ครับ

เหตุผลข้อที่ 4  เมื่อคุณทราบว่าที่ปรึกษาจะดูสมุดบันทึกของคุณแล้ว  ผมแนะนำให้คุณซื่อสัตย์นะครับ  ถ้าคุณรับประทานคุ้กกี้ 5 ชิ้น ก็ให้คุณเขียนลงไปเหมือนกัน  หรือ รับประทานคุ้กกี้ แต่ไม่เขียนลงไป  อันนี้คือหลอกตัวเอง  หรือ ไม่ต้องรับประทานคุ้กกี้แต่หาทางเลือกอื่นที่ดีกว่าแทน เป็นต้นครับ 

ด้วยเหตุนี้การจดบันทึกจึงช่วยในการลดน้ำหนักจึงช่วยลดน้ำหนัก  ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมีที่ปรึกษาหรือไม่  ถ้าคุณไม่มี คุณก็มักจะมีแนวโน้มที่จะไม่จดบันทึกอาหารที่คุณรับประทาน  และเมื่อคุณไม่จดบันทึก ก็โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักก็จะน้อยลงครับ  

ผมจึงแนะนำให้คุณหาที่ปรึกษา จดบันทึก แล้วนำบันทึกไปให้ที่ปรึกษาดูด้วยครับ 

ให้จดบันทึกอาหารที่คุณรับประทานแล้วให้ที่ปรึกษาของคุณดู   โดยทั่วไปแล้วธรรมชาติของที่ปรึกษาจะไม่จับผิดคุณมากหรอกครับ แต่จะเป็นลักษณะของการให้คำแนะนำมากกว่า  และเมื่อคุณทราบว่าจะมีคนอื่นที่จะดูสมุดบันทึกของคุณ ซึ่งอาจคุณต้องคิดอีกครั้งในสิ่งที่คุณรับประทาน และจะช่วยให้คำแนะนำในรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่คุณรับประทานได้ครับ แทนที่จะเป็นคำแนะนำอย่างกว้างๆ  และช่วยให้คุณหาตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

มีการศีกษาครับ ว่า 87% ของการลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จเกิดจากการจดบันทึกในสิ่งที่คุณรับประทานแล้วนำไปให้ที่ปรึกษาดูครับ 

 

การสร้างกล้ามเนื้อแขน เพื่อเร่งการเผาผลาญ

ผมจำได้ว่าผมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับการสร้างกล้ามเนื้อมานานมากแล้ว  ในการลดไขมันส่วนเกิน คุณควรสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเร่งการเผาผลาญครับ    

ที่จริงคุณควรฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย   เพราะจะมีโอกาสสร้างมวลกล้ามเนื้อได้มากกว่าการฝึกเฉพาะที่ครับ

มีความเข้าใจที่ผิดๆว่า การฝึกกล้ามเนื้อส่วนใด จะช่วยลดไขมันส่วนเกินบริเวณนั้น ซึ่งไม่จริง  ร่างกายสะสมไขมันส่วนใดส่วนหนึ่งมากขึ้นกับพันธุกรรม   และเมื่อเวลาร่างกายจะนำไขมันไปสลายเป็นพลังงาน ก็จะนำไขมันจากส่วนนั้นไปใช้มากที่สุดเช่นกันครับ   ดังนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะที่เพื่อสลายไขมันเฉพาะที่

ฉันใดฉันนั้น การ Sit up อย่างเดียว วันละเป็นร้อยเป็นพันครั้งต่อวัน  ไม่ได้ช่วยให้ไขมันที่หน้าท้องยุบลง

ไม่ว่าอย่างไรคุณก็ควรฝึกกล้ามเนื้อทุกมัดอยู่ดีครับ 

ทีนี้ผมจะพูดเกี่ยวกับการฝึกกล้ามเนื้อต้นแขนนะครับ ซึ่งจะมีท่ามาตรฐานดังที่ผมเขียนไว้ข้างล่างนี้

อุปกรณ์ก็มีเพียงดัมเบล  หรือจะใช้ขวดน้ำสัก 1.5 - 2 ลิตรแล้วใส่ทรายก็ได้ครับ ประหยัดดี

กล้ามเนื้อแขนและไหล่  จะมีกล้ามเนื้ออยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆ  ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวไหล่  กล้ามเนื้อแขนส่วนหน้า หรือ ไบเซ็ปส์ (Biceps)  กล้ามเนื้อแขนส่วนหลัง หรือ กล้ามเนื้อไตรเซ็ปส์ (Triceps)

การฝึกกล้ามเนื้อหัวไหล่ 

1. Font Lateral Raise   : http://bit.ly/I46JhT

2. Side Lateral Raise   : http://bit.ly/Il3a5a

3. Shoulder Press       : http://bit.ly/HpJtMd

การสร้างกล้ามเนื้อแขนส่วนหน้า (Biceps)

1. Biceps Curl          :  http://bit.ly/HpJAap

2. Dumbbell Hammer Curl :  http://bit.ly/HnGS9i

3. Preacher curl        :  http://bit.ly/HpxzBc

การสร้างกล้ามเนื้อแขนส่วนหลัง (Triceps)

1. Triceps Kickbacks     : http://bit.ly/HuBDS4

2. Dumbbell French Press : http://bit.ly/HlL6gn

3. Triceps Extension     : http://bit.ly/I5vLgj

ทีนี้ในรายละเอียดของแต่ละท่า ผมได้ใส่ Link ไว้ข้างหลังแล้ว  เพียงนำ URL ที่ผมให้ไปใส่ในช่อง address ของ web browser ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วครับ

อย่าเพิ่งเป็นกังวลนะครับว่าท่ามันยาก   ถ้าคุณออกกำลังกายไปแล้วจะค่อยๆจำได้เอง 

การยกน้ำหนักให้ยก 8-12 ครั้งในแต่ละท่า  และใช้เวลายกนาน 10 วินาที  X3 เซ็ทในแต่ละท่า  มีหลักฐานครับว่า ยก 3 เซ็ทได้ผลดีกว่ายก 1 เซ็ท  แต่ไม่แตกต่างกับยกมากกว่า 3 เซ็ท  หลังจากนั้นให้พัก 30 วินาที 

ยกตัวอย่างเช่น  ให้คุณออกกำลังกายกล้ามเนื้อไหล่  ทั้ง 3 ท่า ท่าละ 3 เซ็ท  แต่ละเซ็ทยก 8-12 ครั้ง ครั้งหนึ่งยกช้าๆนาน 30 วินาที  พัก 30 วินาทีก่อนที่จะไปออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นแขนส่วนหน้า  และพัก 30 วินาที ตามด้วยกล้ามเนื้อต้นแขนส่วนหลัง

โดยปกติแล้วภายหลังการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ อาจจะทำให้รู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบ้างในช่วงแรกครับ  นั่นเป็นเรื่องปกติของการออกกำลังกายประเภทนี้อยู่แล้วครับ



 

ผักที่คุณควรระวังขณะกำลังลดน้ำหนัก

Sunday, 18 March 2012 09:08 administrator โภชนาการ
Print PDF

ถ้าคุณกำลังลดน้ำหนักอยู่  การรับประทานผักมากๆเป็นสิ่งที่ดี ที่จะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้  แต่อย่างไรก็ตามยังมีผักบางชนิดที่ทำให้คุณได้รับพลังงานมากขึ้นได้ครับ   ส่วนใหญ่มักจะเป็นพืชที่เป็นหัวอยู่ใต้ดิน

เมื่อเราคิดถึงผักที่เป็นหัวอยู่ใต้ดิน  เราคิดถึงมันฝรั่ง   มันฝรั่งมีแป้งในปริมาณที่มาก และนอกจากมันฝรั่งแล้วก็ยังมี แครอท   ซึ่งผักเหล่านี้นั้นไม่ได้มีแต่ใยอาหารเพียงอย่างเดียว  ยังมีพลังงานที่ได้รับจากคาร์โบไฮเดรตอีกด้วย

มันฝรั่งนั้นเป็นพืชหัว ที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงมาก  เป็นผักที่คนที่กำลังลดน้ำหนักควรรับประทานให้น้อยลง   (และชอบลืมเพราะว่าคิดว่าเป็นผัก) มันฝรั่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้  มันฝรั่ง  หนัก 150 กรัม จะมีคาร์โบไฮเดรตอยู่ 22 กรัม และใยอาหารอีก 2 กรัม


แครอทก็เป็นพืชหัวใต้ดินเช่นกันครับ    แต่ว่าพลังงานที่ได้รับก็ยังน้อยกว่ามันฝรั่งอยู่มาก  คุณสามารถรับประทานได้ในปริมาณที่เหมาะสมครับ   นอกจากนี้แครอทยังมี สารอาหารที่สำคัญ ได้แก่ แคโรทีน เป็นต้น

มีการศึกษาครับว่า  แครอทนั้นทำให้คุณมีระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นได้  โดยเฉพาะเมื่อนำไปปรุงอาหาร  ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้นอีก 2-3 เท่าของการรับประทานแครอทสด  แนะนำให้รับประทานแครอทสดจะดีกว่า แต่ล้างสะอาดนะครับ

ประโยชน์ของแครอทเป็นแหล่งของวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน  นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของวิตามินเค  วิตามินซี  วิตามินบี6   อีกด้วยครับ

อาหารที่มีแคโรทีนอยด์ เช่นแครอท ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลี้ยงหัวใจตีบตัน  และช่วยป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย

ส่วนในแครอทนั้น  แครอทหั่น  1 ถ้วยตวง (128 กรัม)  - จะมีคาร์โบไฮเดรต 8 กรัมและใยอาหาร 4 กรัม

ฟักทอง เป็นผักหัวเช่นกัน  มีวิตามิน แร่ธาตุที่สูงมาก  ในขณะที่มีแป้งอยู่ในปริมาณที่น้อยว่ามันฝรั่ง

ฟักทองหั่น 1 ถ้วยตวง มีคาร์โบไฮเดรตอยู่ 7 กรัม  โดยทั่วไปแล้วฟักทองทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็น 2 เท่าของแครอทสด  และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเท่ากับแครอทที่ปรุงสุกแล้วครับ

ฟักทองเป็นแหล่งของวิตามินเอ แคโรทีน  แมงกานีส และวิตามินซี แมกนีเซียมอีกด้วยครับ

หัวหอม (แปลกใจไหมครับ) อาหารทุกจานแทบจะไม่มีจานไหนที่ไม่มีหัวหอมเลยใช่ไหมครับ   เพราะว่าหัวหอมก็นำมาใช้ในฐานะเครื่องปรุงอาหารด้วย

หัวหอม ครึ่งถ้วย มีคาร์โบไฮเดรตอยู่ 6 กรัม  ใยอาหาร 1 กรัม

แต่ว่าหัวหอมนี้ยังไม่เคยมีใครศึกษาว่า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นเท่าไหร่  โดยทั่วไปแล้วคาร์โบไฮเดรตในหัวหอมอยู่ในรูปของน้ำตาลโมเลกุลคู่ (โอลิโกแซคคาไรด์)  ซึ่งมักจะทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นไม่มากอยู่แล้ว

หัวหอมเป็นแหล่งของวิตามินซี และโครเมียมที่ดีครับ  นอกเหนือจากนี้ช่วยป้องกันโรคหัวใจและเบาหวานได้ด้วย  และลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้

ผักใบเขียว คุณสามารถรับประทานได้ไม่จำกัดครับ  แต่ผักหัวใต้ดิน คุณอาจต้องระวังเพิ่มมากขึ้น เพราะผักหัวใต้ดินให้พลังงานได้  ถ้าคุณกำลังลดน้ำหนักคุณอาจต้องรับประทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปครับ  โดยเฉพาะ มันฝรั่ง

 


Page 1 of 17

อ่านบทความ 10 บทความล่าสุด ฟรี

บทความลดน้ำหนัก -ลดความอ้วนในเวบไซด์นี้  เขียนโดย นพ. ปิติ  นิยมศิริวนิช  ท่านสามารถติดตามอ่านบทความลดน้ำหนักเต็มล่าสุดเมื่อสั่งซื้อ ebook อ้วนศาสตร์  ไม่เสียเงินซ้ำแล้ว ซ้ำอีก